บริการของเรา

บริการของเรา

การผสมเทียม (Artificial Insemination : AI)

 

ารผสมเทียมคือการฉีดน้ำเชื้ออสุจิที่ได้จากการคัดเชื้อเข้าไปในโพรงมดลูกฝ่ายหญิง เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์โดยไม่ต้องมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติวิธีนี้จะถูกเลือกใช้เป็นลำดับแรกเมื่อคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายมีความผิดปกติดังนี้

คู่สมรสที่ควรรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธีการผสมเทียม

1. มีจำนวนตัวอสุจิน้อย แต่การเคลื่อนไหวและรูปร่างอสุจิปกติ
2. มีปริมาณน้ำอสุจิน้อยกว่าปกติ
3. ฝ่ายชายมีความผิดปกติ เช่น ท่อปัสสาวะเปิดต่ำ (Hypospadia) ภาวะกามตายด้าน (Impotence)
4. ฝ่ายหญิงมีความผิดปกติ เช่น ปากมดลูกตีบ (Cervical Stenosis) ภาวะช่องคลอดหดเกร็ง (Vaginismus)
5. คู่สมรสที่ไม่ทราบสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

ขั้นตอนการผสมเทียม

1. ฝ่ายหญิงมาพบแพทย์ภายใน 1-3 วันแรกของประจำเดือนเพื่อรับยากระตุ้นไข่ไปรับประทาน
2. ฝ่ายหญิงมารับการตรวจวัดขนาดฟองไข่ เพื่อประเมินวันตกไข่ด้วยการตรวจอัลตราซาวนด์
3. แพทย์ตรวจวินิจฉัยตัดสินวันตกไข่เพื่อกำหนดวันฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยอาจให้มีการตรวจปัสสาวะ ดูฮอร์โมน ไข่ตกหรือฉีดยากระตุ้นไข่ตกร่วมด้วย
4. ในวันที่นัดฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกฝ่ายชายมาพร้อมฝ่ายหญิงเพื่อเก็บน้ำเชื้ออสุจิ โดยให้งดหลั่งน้ำเชื้อมาเป็นเวลา 3-5 วัน ก่อนวันฉีดน้ำเชื้อ
5. หลังฉีดน้ำเชื้อสามารถปฏิบัติตนและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
6. ประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากฉีดน้ำเชื้อ หากประจำเดือนไม่มาแนะนำให้ตรวจปัสสาวะทดสอบการตั้งครรภ์

อัตราการตั้งครรภ์

คู่สมรสมีโอกาสตั้งครรภ์จากการผสมเทียมประมาณ 10% ต่อหนึ่งรอบการรักษา หากรักษาด้วยวิธีการผสมเทียม 3-6 เดือนแล้วยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อาจต้องพิจารณาให้การรักษาด้วยวิธีเทคนิคช่วยการเจริญพันธุ์ต่อไป

การทำเด็กหลอดแก้ว

In Vitro Fertilization (IVF) คือ การนำไข่และเชื้ออสุจิมาปฏิสนธิภายนอกร่างกายจนมีการเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อน แล้วจึงนำตัวอ่อนที่ได้ย้ายกลับเข้าไปฝังในโพรงมดลูกฝ่ายหญิงซึ่งมักใช้ในกรณีที่คู่สมรสมีปัญหาไม่รุนแรงมาก
Intracytoplasmic Sperm Injection (ICSI) คือ การฉีดตัวอสุจิเข้าสู่เซลไข่โดยตรงเพื่อเพิ่มโอกาสในการปฎิสนธิ ซึ่งมักใช้ในกรณีที่ฝ่ายชายมีความผิดปกติของอสุจิแบบรุนแรงหรือตรวจไม่พบตัวอสุจิเลย

คู่สมรสที่ควรรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธีการทำเด็กหลอดแก้ว

1. ฝ่ายหญิงมีอายุค่อนข้างมาก (มากกว่า 35 ปี)
2. ฝ่ายหญิงมีภาวะท่อนำไข่ตีบตันทั้งสองข้าง
3. ฝ่ายหญิงมีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ค่อนข้างรุนแรง
4. ฝ่ายหญิงมีการทำงานของฮอร์โมนรังไข่ผิดปกติ เช่น ภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง หรือโรคถุงน้ำรังไข่ (PCOS)
5. ฝ่ายชายมีจำนวนตัวอสุจิน้อยมาก รูปร่างหรือการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิผิดปกติ หรือไม่มีตัวอสุจิเลย
6. คู่สมรสที่ไม่ทราบสาเหตุของภาวะมีบุตรยากและมีความพยายามในการมีบุตรมานาน
7. คู่สมรสที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการผสมเทียมอย่างเต็มที่แล้วแต่ยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว

1. ฝ่ายหญิงมาพบแพทย์ภายใน 1-3 วันแรกของประจำเดือน เพื่อตรวจฮอร์โมน ตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ และรับยาฉีด กระตุ้นให้ไข่โตมีคุณภาพดีและได้จำนวนไข่หลายใบ
2. ฝ่ายหญิงมารับการตรวจวัดขนาดไข่ด้วยอัลตราซาวนด์เป็นระยะตามแพทย์นัดทั้งหมดประมาณ 2-3 ครั้ง
3. เมื่อไข่โตตามขนาดที่ต้องการฝ่ายหญิงจะได้รับการฉีดยากระตุ้นไข่ตกและนัดวันมาเก็บไข่ผ่านทางช่องคลอด
4. ในวันที่นัดเก็บไข่ฝ่ายชายมาพร้อมฝ่ายหญิงเพื่อมาเก็บน้ำเชื้ออสุจิโดยงดหลั่งน้ำเชื้อมาเป็นเวลา 3-5 วันก่อนวันนัดเก็บไข่
5. ไข่และอสุจิจะถูกนำไปปฏิสนธิจนเป็นตัวอ่อนและเพาะเลี้ยงในน้ำยาเลี้ยงให้เจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนคุณภาพดีภายในห้องปฏิบัติการ
6. ฝ่ายหญิงมารับการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก หลังการเก็บไข่ประมาณ 3-5 วัน (ในกรณีที่ย้ายในรอบกระตุ้นไข่)
7. ในกรณีแพทย์แนะนำให้แช่แข็งตัวอ่อนไว้ก่อน แพทย์จะนัดฝ่ายหญิงมาพบภายในวันที่ 1-2 ของประจำเดือนในรอบถัดไป เพื่อรับยาเตรียมผนังเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมก่อนย้ายตัวอ่อน
8. หลังใส่ตัวอ่อนประมาณ 14 วันฝ่ายหญิงมาตรวจเลือดดูฮอร์โมนการตั้งครรภ์

การย้ายตัวอ่อน (Embryo transfer: ET)

 

ารย้ายตัวอ่อนคือการนำตัวอ่อนที่เจริญเติบโตในห้องปฏิบัติการจนถึงอายุวันที่ต้องการและมีคุณภาพดีย้ายเข้าสู่โพรงมดลูกฝ่ายหญิง ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วในรอบนั้นๆโดยการย้ายตัวอ่อนสามารถทำได้ 2 รูปแบบคือ

1. Fresh Embryo Transfer (Fresh ET) คือการย้ายตัวอ่อนหลังการเก็บไข่เลยในรอบเดียวกันแพทย์มักพิจารณาย้ายตัวอ่อนด้วยวิธีนี้ต่อเมื่อคู่สมรสได้ตัวอ่อนปริมาณไม่มาก ประกอบกับคุณภาพตัวอ่อนอาจไม่ดีนัก และฝ่ายหญิงอาจมีอายุค่อนข้างมากทั้งนี้เยื่อบุโพรงมดลูกต้องมีคุณภาพดีด้วยจึงเห็นสมควรที่จะย้ายตัวอ่อนในรอบนี้

2. Frozen-Thaw Embryo Transfer (FET) คือการย้ายตัวอ่อนหลังจากที่มีการแช่แข็งและละลายตัวอ่อนแล้วแพทย์จะพิจารณาย้ายตัวอ่อนด้วยวิธีนี้เมื่อคู่สมรสได้ตัวอ่อนคุณภาพดีและมีปริมาณมากพอสมควรเนื่องจากในกรณีที่ฝ่ายหญิงกระตุ้นไข่ได้หลายใบจะทำให้มีฮอร์โมนผลิตออกมาจากรังไข่ปริมาณมาก ซึ่งฮอร์โมนนี้จะส่งผลทำให้คุณภาพของเยื่อบุโพรงมดลูกด้อยลง และทำให้โอกาสการฝังตัวของตัวอ่อนลดลงแม้ตัวอ่อนจะมีคุณภาพดีก็ตาม ดังนั้นการใส่ตัวอ่อนตามหลังการเก็บไข่เลยอาจไม่เหมาะสมนักในกรณีนี้นอกจากนั้นผลการศึกษาจากหลายสถาบันก็มีแนวโน้มว่าการใส่ตัวอ่อนในรอบแช่แข็งและละลายจะให้โอกาสการตั้งครรภ์ที่สูงกว่าใส่หลังเก็บไข่เลยด้วยเรื่องของคุณภาพเยื่อบุโพรงมดลูกที่พร้อมมากกว่าดังนั้นการเลือกย้ายตัวอ่อนในรอบใดนั้นแพทย์จะพิจารณาให้เหมาะสมกับคู่สมรสเป็นรายๆไป

การเก็บอสุจิจากอัณฑะโดยตรง
(Testicular Sperm Extraction: TESE)

 

นกรณีที่ฝ่ายชายตรวจไม่พบตัวอสุจิออกมาในน้ำเชื้อหรือไม่มีน้ำอสุจิเลย ซึ่งมักมีปัญหาที่ท่อนำอสุจิตันหรือไม่สามารถหลั่งน้ำอสุจิได้ จำเป็นที่จะต้องนำอสุจิออกมาจากแหล่งกำเนิดโดยตรงซึ่งคือลูกอัณฑะ โดยแพทย์จะใช้วิธีผ่าตัดเล็กเข้าไปเอาตัวอสุจิออกจากลูกอัณฑะเพื่อนำตัวอสุจินั้นมาทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI ต่อไป

 

ฝ่ายชายที่ควรการเก็บอสุจิจากอัณฑะโดยตรง

1. ฝ่ายชายตรวจไม่พบตัวอสุจิในน้ำเชื้อหรือไม่มีน้ำอสุจิเลย
2. ฝ่ายชายเคยทำหมันมาก่อนและไม่ต้องการผ่าตัดแก้หมันสามารถใช้วิธีนี้ช่วยให้มีบุตรได้

 

ขั้นตอนการการเก็บอสุจิจากอัณฑะโดยตรง

ก่อนเริ่มต้นการผ่าตัดเล็กนี้ฝ่ายชายจะได้รับการฉีดยาให้หลับจึงไม่รู้สึกเจ็บขณะทำการผ่าตัด จากนั้นแพทย์จะทำการกรีดแผลขนาดเล็กประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร เข้าไปเพื่อนำท่อสร้างตัวอสุจิออกมาบางส่วนและนำมาคัดเลือกหาอสุจิคุณภาพดีจากท่อนั้นออกมาทำการปฏิสนธิกับไข่ของฝ่ายหญิงต่อไปด้วยวิธี ICSI หลังผ่าตัดแพทย์จะทำการเย็บปิดแผลด้วยไหมละลายจึงไม่ต้องมาทำการตัดไหม เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้วนอนพักประมาณ 30-60 นาทีจนตื่นรู้สึกตัวดีก็สามารถกลับบ้านได้ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กมากจนแทบมองไม่เห็นรอยผ่าตัดและหลังจากนั้นสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติการเก็บอสุจิจากอัณฑะโดยตรงนี้มักทำในวันเดียวกับที่ฝ่ายหญิงทำการเก็บไข่เพื่อนำอสุจิที่ได้ไปปฏิสนธิกับไข่ได้ทันตามเวลาที่ต้องการ

การแช่แข็งไข่ (Oocyte freezing)

 

ารแช่แข็งไข่ คือการนำไข่ที่ได้จากกระตุ้น เก็บออกมาภายนอกร่างกายและนำไปแช่แข็งไว้โดยยังไม่ได้ผ่านการปฏิสนธิกับอสุจิจนเป็นตัวอ่อน ซึ่งผู้ที่จะรับฝากหรือแช่แข็งไข่ได้จะต้องมีเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
1. การเก็บแช่แข็งไข่ของตนเองเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำไปปฏิสนธิกับอสุจิของสามีที่ชอบด้วยกฎหมายในอนาคต
2. การเก็บแช่แข็งไข่ของตนเองก่อนการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือการรักษาอื่นที่อาจเป็นอันตรายต่อรังไข่

ารแช่แข็งไข่นี้ปัจจุบันเป็นที่นิยมกันมากขึ้นอันเนื่องมาจากผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะแต่งงานหรือมีบุตรเมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้นโอกาสเสี่ยงที่จะมีบุตรมีความผิดปกติเกี่ยวกับโครโมโซมก็มากขึ้นตามเช่นกัน การแช่แข็งไข่นี้เหมือนเป็นการหยุดอายุไข่ไว้เท่าอายุตอนที่เก็บไข่ไม่ให้มากขึ้นไปตามอายุจริง ทั้งนี้ทั้งนั้นความคงทนของไข่ที่ผ่านการแช่แข็งจะน้อยกว่าตัวอ่อน เมื่อถึงเวลาละลายไข่ที่แช่แข็งไว้ออกมาปฏิสนธิอาจได้ปริมาณไข่ที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการแช่แข็งแบบเป็นตัวอ่อน
ขั้นตอนของการแช่แข็งไข่ใช้กระบวนการเดียวกันกับการกระตุ้นไข่เพื่อทำเด็กหลอดแก้ว โดยผู้ที่ต้องการฝากไข่จะต้องเข้ารับการตรวจร่างกายและตรวจเลือด หากไม่พบปัญหาใดจึงจะสามารถดำเนินการกระตุ้นไข่ต่อไปได้ เมื่อถึงขั้นตอนเก็บไข่ออกมาภายนอกร่างกายแล้วไข่จะถูกนำไปไว้ในน้ำยาเลี้ยงและแช่แข็งในห้องปฏิบัติการณ์ที่มีอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อไปจนกว่าจะถึงเวลาละลายออกมาใช้งาน

การตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน
(Preimplantation Genetic Diagnosis: PGD)

 

ารตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน คือการตรวจโครโมโซมหรือสารพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนที่จะย้ายเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิง ทำให้สามารถเลือกตัวอ่อนที่ปราศจากความผิดปกติทางพันธุกรรมอันก่อให้เกิดโรคต่างๆได้

การตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมในตัวอ่อนอาจทำได้ในกรณีต่อไปนี้

1. สามีหรือภริยาคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนมีพันธุกรรมผิดปกติซึ่งอาจถ่ายทอดไปสู่ทารกได้ โดยการถ่ายทอดนั้นมีความเสี่ยงชัดเจนว่าอาจเป็นเหตุให้ทารกที่เกิดขึ้นไม่อาจมีชีวิตรอดหรือมีชีวิตเช่นคนปกติได้
2. สามีและภริยาที่ไม่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมอาจทำการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนได้ในกรณีต่อไปนี้
a. มีประวัติการตั้งครรภ์ที่ทารกมีความผิดปกติทางพันธุกรรมรุนแรงและความผิดปกตินั้นอาจป้องกันได้ด้วยการตรวจคัดกรองพันธุกรรมของตัวอ่อน
b. มีบุตรที่ป่วยเป็นโรคซึ่งอาจรักษาได้ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากบุคคลอื่นที่มีความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อ (HLA Matching)
ซึ่งการตรวจ HLA ของตัวอ่อนนี้จะเป็นประโยชน์โดยสามารถนำเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดในสายสะดือเมื่อแรกคลอดไปใช้รักษาบุตรคนที่ป่วยและมีเนื้อเยื่อที่เข้ากันได้
c. มีประวัติการแท้งบุตรก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปหรือในกรณีที่มีผลการตรวจยืนยันว่าการแท้งในครั้งก่อนมีสาเหตุมาจากทารกมีความผิดปกติทางพันธุกรรม
d. ฝ่ายหญิงมีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปและมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าตัวอ่อนอาจมีความเสี่ยงต่อความผิดปกติทางพันธุกรรม
e. ไม่ตั้งครรภ์ 2 ครั้งติดต่อกันในการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์

ขั้นตอนการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน

ขั้นตอนเหมือนกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วทุกประการ ตั้งแต่เริ่มต้นกระตุ้นไข่จนถึงระยะเตรียมปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนโดยทั่วไปแล้วนั้นระยะของการเจริญเติบโตของตัวอ่อนที่เหมาะสมสำหรับการแยกเอาเซลล์ออกมาตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรมนั้นมี 3 ระยะ ได้แก่

1. ระยะของไข่ก่อนการปฏิสนธิ หรือตัวอ่อนในระยะปฏิสนธิก่อนการแบ่งตัว โดยการแยกเอาส่วน Polar Body ของเซลล์ไข่ หรือตัวอ่อนในระยะปฏิสนธิก่อนการแบ่งตัวออกมาสำหรับตรวจทางพันธุกรรม
2. ตัวอ่อนในระยะแบ่งตัววันที่ 3 หลังการปฏิสนธิ (Clevage Stage)
3. ตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst Stage) โดยมากแล้วแพทย์มักตรวจตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสต์เนื่องจากมีจำนวนเซลล์มากพอที่จะดึงออกไปตรวจได้โดยกระทบกับการเจริญเติบโตของตัวอ่อนน้อยที่สุด และพบความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่างเซลล์แต่ละเซลล์หรือที่เรียกว่า Mosaicism น้อยกว่าการตรวจตัวอ่อนในระยะแบ่งตัว หลังจากได้ตัวอ่อนและเลี้ยงจนได้ระยะที่ตัวอ่อนแบ่งเซลล์มีจำนวนเซลล์มากเพียงพอซึ่งมักเป็นระยะวันที่ 3-5 หลังปฏิสนธิแล้วจึงทำการดูดเซลล์ของตัวอ่อนแต่ละตัวส่งตรวจทางพันธุศาสตร์เพื่อระบุสถานะของตัวอ่อนว่าปกติหรือไม่ จากนั้นจึงเลือกตัวอ่อนที่ไม่เป็นโรคย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อให้เกิดการฝังตัวและตั้งครรภ์ ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าทารกที่ผ่านการตรวจทางพันธุกรรมนี้ เมื่อคลอดจะไม่มีความแตกต่างจากทารกที่มาจากการตั้งครรภ์โดยธรรมชาติ ดังนั้นการตรวจดังกล่าวจึงเป็นการตรวจพันธุกรรมของเซลล์ที่เป็นเสมือนเพียงตัวแทนของเซลล์ทั้งหมดของตัวอ่อน การตรวจนี้จึงมีความละเอียดอ่อนและยุ่งยากกว่าการตรวจพันธุกรรมจากเลือดหรือเนื้อเยื่ออื่นๆเพราะปริมาณสารพันธุกรรมใน 1 เซลล์นั้นมีจำนวนน้อยมาก การตรวจจึงต้องอาศัยความละเอียดอ่อนใช้เวลาและอยู่ในมือของแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่มีประสบการณ์สูง เพื่อให้เกิดความถูกต้องแม่นยำและรบกวนตัวอ่อนน้อยที่สุด

Blastocentesis

คือการดูดน้ำในตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst Fluids; BFs) ไปเพื่อทำการตรวจวิเคราะห์โครโมโซมของตัวอ่อนนั้นๆ เนื่องจากปัจจุบันได้มีการตรวจพบว่าน้ำในตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์นี้มี cell-free DNA อยู่ในปริมาณมากพอที่จะนำไปตรวจวิเคราะห์โครโมโซมต่อได้ โดยการดูดน้ำในตัวอ่อนไปตรวจแทนที่จะดูดเซลล์ตัวอ่อน (Blastomere) หรือเซลล์เนื้อรก (Trophectoderm)
เหมือนอย่างที่เคยทำมานั้นมีข้อดีคือ ช่วยลดการรบกวนการเจริญเติบโตของตัวอ่อนจากการลดส่วนของเซลล์ที่ถูกดูดไปตรวจลงทำให้ตัวอ่อนเติบโตและพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีมากขึ้นได้ นอกจากนั้นการดูดน้ำในตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ ซึ่งเป็นระยะที่ตัวอ่อนโตเต็มวัยที่สุดก่อนย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก เป็นการลดโอกาสการเกิดความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่างเซลล์แต่ละเซลล์ลงจากการตรวจวิธีเดิมซึ่งอาจตรวจตัวอ่อนตั้งแต่อายุวันที่ 3 โดยการตรวจตัวอ่อนที่อายุน้อยนั้นจะมีโอกาสเกิด Mosaicism มากขึ้นได้และเมื่อเปรียบเทียบผลการตรวจระหว่างการตรวจโครโมโซมจากน้ำในตัวอ่อนกับการดูดเซลล์ในระยะบลาสโตซิสต์ไปตรวจแล้วนั้น พบว่าให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องใกล้เคียงกันมากจนเป็นที่น่าพึงพอใจ

ปัจจุบันวิธี Blastocentesis นี้จึงเป็นวิวัฒนาการใหม่ที่มีแนวโน้มจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าวิธีเดิมทั้งในแง่การกระทบกระเทือนตัวอ่อนลดลง และความถูกต้องแม่นยำของการตรวจโครโมโซมสูงขึ้น ทาง Genesis Fertility Center จึงได้มีการใช้เทคนิคนี้นำมาปรับใช้ในการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน และคาดว่าผลลัพธ์ที่ได้จะนำมาซึ่งความพึงพอใจของคู่สมรสที่เข้ามารับการรักษาภาวะมีบุตรยากและต้องการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนย้ายเข้าสู่โพรงมดลูกอย่างแน่นอน

เทคนิคการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน

ารตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนนั้นสามารถทำได้หลายวิธี แต่ละวิธีจะมีความถูกต้องแม่นยำต่างกันทาง Genesis Fertility Center ได้มีการคัดเลือกวิธีการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนที่ดีที่สุด ทันสมัยและมีความถูกต้องแม่นยำที่สุดมาใช้ใน การรักษา เพื่อให้คู่สมรสที่เข้ามาทำการรักษากับทางคลินิกมั่นใจได้ว่าท่านได้รับการดูแลด้วยเทคนิคที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในปัจจุบัน

Comparative Genomic Hybridization (CGH) เป็นเทคนิคการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนโดยการตรวจโครโมโซมทั้ง 23 คู่ คือโครโมโซมร่างกาย 22 คู่ และ โครโมโซมเพศ 1 คู่ วิธีนี้เป็นการตรวจพันธุกรรมในระดับโมเลกุล โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า Whole Genome Amplification (WGA) ในการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมก่อนนำไปตรวจ จึงให้รายละเอียดของสภาวะทางพันธุกรรมมากกว่าการตรวจ ในระดับโครโมโซมทั่วไปการตรวจจะใช้การติดฉลากสารพันธุกรรมตัวอ่อนที่ต้องการตรวจและสารพันธุกรรมมาตรฐาน ด้วยสารเรืองแสงที่มีสีแตกต่างกัน จากนั้นนำมาทำปฏิกิริยากันและแปลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะสามารถบอกได้ว่าตัวอ่อนนั้นมีโครโมโซมขาดหรือเกิน (Aneuploidy) มีภาวะการเรียงตัวผิดปกติของโครโมโซมที่ไม่สมดุล (Unbalanced Translocation) หรือมีการขาดหายหรือเพิ่มเกินบางส่วนของโครโมโซมหรือไม่ (Chromosome Deletion or Duplication) แต่วิธีนี้ก็ยังมีข้อจำกัดคือไม่สามารถตรวจความผิดปกติของภาวะการเรียงตัวของโครโมโซมแบบสมดุล (Balanced Translocation )หรือการหมุนกลับของชิ้นส่วนโครโมโซม (Inversion) ได้ เนื่องจากความผิดปกติดังกล่าวไม่ได้ทำให้ปริมาณสารพันธุกรรมแตกต่างไปจากสารพันธุกรรมมาตรฐานที่ใช้เปรียบเทียบ วิธีนี้ใช้เวลาในการตรวจประมาณ 24-72 ชั่วโมง ขึ้นกับเทคนิคย่อยที่ใช้ในการตรวจ Next Generation Sequencing (NGS)

นร่างกายของมนุษย์เราประกอบไปด้วยโครโมโซมทั้งหมด 23 คู่ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นซึ่งแต่ละโครโมโซมจะทำหน้าที่ในการควบคุมการแสดงออกของลักษณะทางกายภาพและการทำงานต่างๆของร่างกาย ในโครโมโซมจะประกอบไปด้วยยีนและในยีนก็ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนซึ่งมีลำดับเบสมากมายอยู่ในนั้น ยีนที่มีความผิดปกติหรือกลายพันธุ์จึงส่งผลให้เกิดโรคขึ้นในคนที่ได้รับการถ่ายทอดยีนที่ผิดปกตินั้นต่อกันมา การตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนด้วยเทคโนโลยี Next Generation Sequencing เป็นเทคนิคที่สามารถตรวจความผิดปกติของโครโมโซมได้ถึงในลำดับเบสซึ่งเป็นส่วนประกอบที่เล็กที่สุดของโครโมโซม โดยใช้การเปรียบเทียบลำดับเบสของยีนที่ก่อโรคกับยีนที่ปกติซึ่งจะมีความแตกต่างกันทำให้สามารถค้นหายีนที่ก่อโรคได้ วิธีนี้จึงเป็นวิธีที่ตรวจความผิดปกติของโครโมโซมได้ละเอียดมีความถูกต้องแม่นยำสูง และถูกนำมาพัฒนาและประยุกต์ใช้ในการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนซึ่งถือเป็นเทคนิควิธีการตรวจที่ดีที่สุดในปัจจุบัน
ารตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนด้วยเทคโนโลยี Next Generation Sequencing มีข้อดีคือ สามารถตรวจความผิด ปกติของโครโมโซมได้ทั้ง 24 โครโมโซมให้ข้อมูลที่มีความละเอียดสูงและมีความถูกต้องแม่นยำสูงมากถึง 99.9% นอกจากนั้นระยะเวลาการตรวจยังรวดเร็วกว่าอีกด้วยคือ สามารถทราบผลการตรวจได้ใน 24 ชั่วโมง
ย่างไรก็ดีเทคโนโลยี Next Generation Sequencing ยังไม่สามารถตรวจโรคที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนเดี่ยว (Single Gene Disorder) ภาวะการปนกันของเซลล์ที่ปกติและเซลล์ที่ผิดปกติ (Mosaicism) ในระดับต่ำๆ หรือ ภาวะการซ้ำของชุดโครโมโซม (Polyploidy) และการขาดหรือเกินของชิ้นส่วนโครโมโซมที่มีขนาดเล็กกว่าความสามารถของวิธีการตรวจ เช่น การขาดหรือเกินที่ของชิ้นส่วนโครโมโซมที่มีขนาดเล็กกว่า 10 Mb

ข้อจำกัดของการตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรมก่อนการฝังตัวอ่อน

ารตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนยังมีข้อจำกัดในเรื่องความแม่นยำของผลการตรวจ ถึงแม้ว่าจะมีความแม่นยำสูงถึง 95-99% แต่ก็ยังไม่สามารถนำมาทดแทนการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรมก่อนคลอดได้ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะได้ตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรมก่อนการฝังตัวอ่อนแล้ว ก็ยังแนะนำให้มีการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดเหมือนเป็นการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ นอกจากนั้นคู่สมรสควรได้รับทราบถึงโอกาสที่จะได้ตัวอ่อนที่เหมาะสมสำหรับการย้าย เนื่องจากบางกรณีอาจมีโอกาสได้ตัวอ่อนที่เหมาะสมค่อนข้างน้อย เช่นการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางทาลัสซีเมียร่วมกับการตรวจ HLA ที่เข้ากันได้กับบุตรที่เป็นโรค ดังนั้นคู่สมรสอาจต้องได้รับการรักษาหลายรอบก่อนที่จะได้ตัวอ่อนที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์

เทคโนโลยีของ Genesis Fertility Center

าง Genesis Fertility Center ได้คัดเลือกเทคโนโลยีการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนที่จะให้ผลการตรวจโครโมโซมที่ถูกต้องแม่นยำมากที่สุด ได้ผลรวดเร็ว และรบกวนการเจริญเติบโตของตัวอ่อนน้อยที่สุด นั่นคือการเลือกดูดเซลล์จากตัวอ่อนหรือดูดน้ำในตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสต์และส่งตรวจพันธุกรรมโดยใช้เทคโนโลยี Next Generation Sequencing ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการตรวจวิธีนี้จะช่วยในการตัดสินใจของแพทย์ ว่าจะเลือกตัวอ่อนตัวใดย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้มากที่สุดการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนย้ายเข้าสู่โพรงมดลูกเป็นวิธีที่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับความผิดปกติของตัวอ่อนได้มากขึ้น ให้ข้อมูลกับแพทย์และคู่สมรสที่เข้ามารับการรักษาได้มากขึ้นในการคัดเลือกและตัดสินใจย้ายตัวอ่อน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการถ่ายทอดความผิดปกติทางพันธุกรรมและเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้มากขึ้นได้หากคู่สมรสมีความสนใจที่จะตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน คู่สมรสต้องตรวจสอบก่อนว่าคู่ของตนมีข้อบ่งชี้ในการตรวจหรือไม่ หลังจากนั้นท่านจะได้รับการอธิบายถึงเทคนิควิธีการตรวจ ข้อจำกัด ความแม่นยำในการแปลผล อัตราความสำเร็จของการตรวจและอัตราความสำเร็จของการฝังตัวอ่อน รวมทั้งค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน ในกรณีที่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นคู่สมรสควรพิจารณาตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดเพื่อยืนยันผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอ่อนอีกที